ภาษาไทย
Search in this site
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
........... ............

Welcome to Thai Travel Clinic

            Thai Travel Clinic is a special clinic of Bangkok Hospital for Tropical Diseases, Faculty of Tropical Medicine, Mahidol university, Thailand. We provide comprehensive medical care for both Thai and Foreign travelers. Our services include: pre and post travel counseling, recommendation of travel vaccines, malaria protection and prophylaxis  as well as diagnosis and treatment of tropical diseases.               

           Moreover, as an university hospital in Mahidol University, we play major roles in education and research. Our staffs participate as lecturers in various educational courses including DTM&H, MCTM, MSc and Ph.D (TropMed). We also have strong international collaboration with many tropical/travel medicine institutes around the world.

i-tropmed-slide-11

Our Services                                                                Useful articles

      - Pre and Post travel counselling                                  - FAQ about malaria in Thailand
      - Vaccination and Immunization                                    - FAQ about travelers' diarrhea
      - Malaria prevention in travelers                                    - Standby treatment of malaria
      - 24 Hrs malaria checking services                              - Dengue hemorrhagic fever
      - Diagnosis and Rx of tropical diseases                       - Filariasis

         more....                                                                          more.....

 

 

           Standby emergency treatment of malaria is another strategy to help the travelers safe from malaria. It is not the medication for prevention of malaria. That means there is no need to take the medication before or during trip in order to prevent malaria. In fact, it is a medication set for treatment of malaria. It can be used in case of emergency only. Just take this medication once when you develop fever while or after traveling in malaria risk area. And you could not seek for any medical care to check your blood.

            In that case, there is no way to know that you really get malaria or not. However when consider the fact that malaria especially P.falciparum is fatal if not promptly treated. So SBET may be life-saving.

Doctors may prescribe SBET in some circumstances such as

  • When the risk of the travelers to get malaria is low (if it is high, we should consider prophylaxis regimen)
  • The travel destinations is remote and medical care may not be available
  • Travelers must be advised and fully understood when and how to use SBET 

Consider to use SBET when you

  • Has been stayed in the malaria risk area for more than 1 week.
  • Has fever with/without chill, abdominal pain, N/V, muscle ache, headache
  • Medical services not available within 12-24 hrs.
  • Take medications as prescribed
  • Seek for medical care as soon as possible even after self-treated (to confirm diagnosis)

Recommended SBET in Thailand

      Since malaria in Thailand and Southeast Asia is multi-drug resistant strain. We generally use artemisinin combination therapy (ACT) to be our standard treatment regimen.

 

 

 

ไข้ฉี่หนู Leptospirosis

เรียบเรียงโดย     ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุษณีย์  สุทธิสารสุนทร          
จัดทำโดย           คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์                          
                          คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

leptospirosis1

สาเหตุของโรค
                  ไข้ฉี่หนู  เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีรูปร่างเกลียว  มีชื่อว่า เลปโตสไปรา ( Leptospira ) จึงเรียกชื่อโรคนี้ว่าเลปโตสไปโรซิส ( Leptospirosis ) เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว สุกร โค กระบือ ม้า แพะ แกะ ฯลฯ  และที่สำคัญคือ หนู แต่สัตว์ต่าง ๆ อาจไม่แสดงอาการป่วย

การติดต่อ
                   โรคนี้ติดต่อจากสัตว์สู่คน  โดยสัตว์ที่เป็นโรคนี้จะขับถ่ายเชื้อโรคออกมากับปัสสาวะ เชื้อจะอาศัยได้ในดินที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง  และเข้าสู่คนทางผิวหนังอ่อน เช่น ชอกนิ้วมือและเท้า บาดแผลหรือเยื่อเมือก ดังนั้นมักจะพบโรคนี้ในคนที่ทำงานเกียวข้องกับสัตว์ เช่น สัตวบาล เกษตรกร และผู้มีอาชีพสัมผัสกับน้ำหรือคนที่ย่ำน้ำในที่น้ำท่วมขังนาน ๆ

แหล่งระบาด
                    โรคนี้พบมากในเขตร้อนหรือเขตมรสุม  เพราะมีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของเชื้อ  และมีสัตว์ที่เป็นรังโรคอยู่ชุกชุม  ในประเทศไทยโรคนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีรายงานพบผู้ป่วยมากในภาคอีสาน

อาการ
                     คนที่ได้รับเชื้ออาจมีหรือไม่มีอาการ  ในผู้ที่มีอาการมักแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ 2-3 วัน  จนถึง 2-3 สัปดาห์  อาการที่สำคัญ คือ มีไข้  ปวดศีรษะ  ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อโดยอย่างยิ่งที่น่อง  ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อน  คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ไตวาย หรืออาการทางสมองและระบบประสาท  และอาจถึงตายได้ ( อัตราการตายสูงถึงร้อยละ 10-40)

การวินิจฉัย
                     โดยการซักประวัติผู้ป่วยเกี่ยวปัจจัยเสี่ยงของโรค  อาการป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดและปัสสาวะของผู้ป่วย

การรักษา
                     โรคนี้หากรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ โดยให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะโรคจะได้ผลดีกว่าปล่อยให้มีอาการรุนแรงแล้วจึงรักษา  เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  แต่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง  เพราะอาจเป็นอันตรายจาการแพ้ยา  หรือใช้ยาที่ไม่ถูกต้องได้  ดังนั้นควรพบแพทย์เพี่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง

leptospirosis2



การป้องกัน
ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยไม่เดินย่ำหรือแช่อยู่ในน้ำที่ท่วมขัง    
   • ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ป้องกันการสัมผัสน้ำโดยใช้รองเท้าบู้ทยาง ถุงมือยาง เป็นต้น
   • ควรฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงเพื่อไม่ให้เป็นรังโรค
   • กำจัดหนู และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้สะอาดถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของหนู

 

 โรคพยาธิตัวจี๊ด

เรียบเรียงโดย      ผู้ช่วยศาสตราจารย์พารณ  ดีคำย้อย                                            
                           รองศาสตราจารย์พิเศษวรรณา   ไมพานิช                                            
                           รองศาสตราจารย์ชูเกียรติ  ศิริวิชยกุล                                           
                           รองศาสตราจารย์วิชิต   โรจน์กิตติคุณ             
จัดทำโดย              คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์                                                       คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

Gnathostomiasis1

สาเหตุของโรค
                 โรคพยาธิตัวจี๊ดมีสาเหตุมาจากพยาธิตัวกลมที่ชื่อเรียกว่า พยาธิตัวจี๊ด  และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า แนธโธสโตมา สไปนิจิรัม ( Gnathostoma spinigerun )

พยาธิมีรูปร่างลักษณะอย่างไร
                 ตัวเต็มวัยของพยาธิทั้งตัวผู้และตังเมียยาวประมาณ 1.5 -3.0  ซม. มีลักษณะลำตัวกลมยาว หัวคล้ายลูกฟักทอง ทั้งหัวและตัวของพยาธิพวกนี้จะมีหนาม ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิมีลักษณะคล้ายพยาธิตัวเต็มวัย แต่มีหนามน้อยกว่าและมีขนาดเล็กมาก มักจะพบขดตัวอยู่ในถุงหุ้มซึ่งฝังตัวอยู่ในเนื้อของสัตว์พาหะ  ส่วนพยาธิที่พบในคนจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ และมีขนาดยาวประมาณ 0.4 – 0.9 ซม.

แหล่งระบาดของพยาธิและโรค
                 ในประเทศไทยมีสัตว์ประมาณ 48 ชนิดที่ตรวจพบว่ามีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดอยู่ ได้แก ปลาน้ำจืด เช่น ปลาไหล ปลาช่อน ปลาดุก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ตะกวาด สัตว์ปีก เช่น นกกินปลาชนิดต่าง ๆ รวมทั้งเป็ดและไก่  สัตว์ฟันแทะ เช่น หนูพุก หนูท้องขาว กระแต ส่วนสัตว์ที่เป็นรังโรคพยาธิตัวจี๊ดมีหลายชนิด เช่น สุนัข แมว เสือ
จากการสำรวจปลาไหลในเขตภาคกลางของประเทศไทย พบว่ามีการแพร่กระจายของพยาธิตัวจี๊ดในหลายจังหวัด เช่น นครนายก ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ราชบุรี สระบุรี ลพบุรี เป็นต้น  อาหารที่ปรุงแบบสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารหมักที่ทำจากปลาน้ำจืด เช่น ส้มฟัก ปลาร้า ปลาเจ่า หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ อาจพบว่ามีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดอยู่เช่นกัน.

gnathostomiasis2



วงจรชีวิต
                  ตัวเต็มวัยของพยาธิตัวจี๊ดทั้งตัวผู้และตัวเมีย  อาศัยอยู่ในผนังกระเพาะอาหารของสุนัขและแมว  หลังจากพยาธิผสมพันธุ์แล้ว พยาธิตัวเมียจะออกไข่ซึ่งจะปนออกมากับอุจจาระของสัตว์เหล่านี้ เมื่อไข่ลงน้ำจะฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1  เมื่อตัวกุ้งไร ( Cyclops ) กินตัวอ่อนระยะนี้ จะเจริญไปเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2 และระยะที่3 ขั้นเริ่มต้น  เมื่อปลากินกุ้งไรที่ตัวอ่อนระยะนี้  พยาธิจะเจริญไปเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3  ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นระยะติดต่อ  ถ้าสุนัขหรือแมวกินปลานี้เข้าไป พยาธิก็จะเจริญเป็นตัวเมียเต็มวัยในผนังกระเพาะอาหาร  แต่ถ้าคนกินปลาซึ่งมีพยาธิระยะติดต่อเข้าไป พยาธิก็จะคืบคลานหรือไชไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ยังไม่มีรายงานว่าพบพยาธินี้เจริญเป็นตัวตัวเต็มวัยจนสามารถออกไข่ได้ในคน.

gnathostomiasis3


การติดต่อ
                   โรคที่เกิดจากพยาธิตัวจี๊ด  สามารถเป็นได้ในคนทุกเพศทุกวัย โดยการกินตัวอ่อนระยะติดต่อที่ปะปนอยู่ในเนื้อสัตว์  โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก หรืออาจติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์โดยไชผ่านทางรก  นอกจากนี้พยาธิยังสามารถไชเข้าทางผิวหนัง โดยเฉพาในคนบางกลุ่มที่ใช้เนื้อสัตว์สด ๆ เช่น กบ ปลา มาพอกแผลเพื่อให้หายเร็วขึ้น.

อาการ
                    อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ  อาการที่เกิดจากพยาธิไชอยู่ใต้ผิวหนัง  ตามลำตัว แขน ขา และบริเวณใบหน้า ทำให้บวม  แดงบริเวณนั้นหรือเห็นเป็นรอยทางแดง ๆ ตามแนวที่พยาธิไชผ่าน  อาการบวมแดงนี้  จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วจะหายไปเองแม้ไม่ได้รับการรักษา หลังจากนั้นอาจจะบวมขึ้นมาใหม่ในบริเวณอื่นใกล้ ๆ กัน แถบเดียวกัน  บางครั้งทำให้เกิดเป็นก้อนคล้ายเนื้องอกตามอวัยวะต่าง ๆ นอกจากที่ผิวหนังแล้ว  พยาธิอาจไชไปอวัยวะที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ตา ปอด กระเพาะปัสสาวะ โดยเฉพาะถ้าไปที่สมองจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง  คลื่นไส้  อาเจียน คอแข็ง ปวดตามเส้นประสาท

การวินิจฉัย
                    การจะบอกว่าเป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดแน่นอน  ต้องตรวจพบตัวพยาธิ  ซึ่งอาจจะไชออกมาทางผิวหนังเอง  แต่โดยทั่วไปมักไม่พบพยาธิแม้จะผ่าเข้าไปข้างในบริเวณที่บวม  ดังนั้นการที่จะบิกว่าเป็นโรคนี้  จึงมักดูจากอาการของโรคว่ามีอาการเจ็บ ปวด บวม เคลื่อนที่ได้ และพฤติกรรมการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไม่  และเจาะเลือดหรือน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจด้วยวิธีทางอิมมิวโนวินิจฉัย

การรักษา
                   ควรพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันว่าเป็นพยาธิตัวจี๊ดจริง และพิจารณาให้ใช้ยารักษาพยาธิที่เหมาะสม

 

 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับโรคพยาธิ

 

worms

 เรียบเรียงโดย      ผู้ช่วยศาสตราจารย์พารณ  ดีคำย้อย 
                           รองศาสตราจารย์พิเศษวรรณา   ไมพานิช 
 จัดทำโดย  คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์ 
                  คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิ

พยาธิ คืออะไร
        
พยาธิคือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ คอยแย่งอาหาร หรือดูดเลือดและมักจะ ทำให้เกิดอันตรายต่อคนหรือสัตว์ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่มันอาศัยอยู่ พยาธิมีมากมายหลายชนิดแตกต่างกัน นอกจากนี้เราสามารถพบระยะต่าง ๆ ของพยาธิปะปนอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของมัน เช่น ในดิน พื้นหญ้า ในน้ำ ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พืชผักต่าง ๆ น้ำดื่ม และในแมลงพาหนะนำโรคหลายชนิด

พยาธิเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
          พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้หลายทางที่สำคัญคือ ทางปาก เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า พยาธิตัวตืดชนิดต่าง ๆ พยาธิใบไม้ตับและพยาธิใบไม้ลำไส้บางชนิด พยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ปอด และพยาธิหอยโขง ทางผิวหนัง เช่น พยาธิปากขอ พยาธิเส้นด้าย ทางสายรกในครรภ์ เช่น พยาธิตัวจี๊ด

จะรู้อย่างไรว่าเป็นโรคพยาธิ
            เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น หิวบ่อย และทานอาหารมาก น้ำหนักลด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย เจ็บและบวมตามผิวหนัง เจ็บแน่นหน้าอก ไอเป็นเลือด แพ้และมีผื่นคันหรือเป็นแนวแดง ๆ บนผิวหนัง มีตุ่มนูนจำนวนมากขึ้นตามผิวหนัง เป็นไข้ ปวดเหมื่อยตามร่างกาย ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจโรค ควรนำอุจจาระหรือเสมหะ หรือสิ่งที่สงสัยว่าเป็นพยาธิใส่ภาชนะที่สะอาด มาด้วย โดยอาจจะมาตรวจที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล หรือโรงพยาบาลอื่น ก็ได้

Tapeworm

อันตรายที่เกิดจากโรคพยาธิ
                  พยาธิทำอันตรายต่อสุขภาพ แย่งอาหาร ทำให้ร่างกายทรุดโทรม มีอาการแพ้ต่อสารที่ขับออกมาจากตัวพยาธิ ทำลายสุขภาพจิต เป็นอัมพาต และอาจถึงแก่ชีวิตได้สิ้นเปลืองเงินค่ารักษา
                    อาการของโรคพยาธิ  ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด จำนวนและตำแหน่งที่พยาธิอาศัยอยู่  รวมไปถึงระยะเวลาในการเป็นโรคว่านานเท่าไร เช่น คนที่เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับที่มีพยาธิจำนวนน้อยผู้ป่วยจะไมค่อยมีอาการ แต่ถ้ามีพยาธิจำนวนมากผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร เจ็บบริเวณตับ ผอมซีด หากไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการรุนแรงขึ้น โดยมีอาการตัวเหลือง ตับแข็ง ท้องมาน และอาจเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด

 

 

 การป้องกันโรคพยาธิ                    

  • รับประทานอาหารที่สุก สะอาด
  • ดื่มน้ำสะอาด
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร
  • เก็บอาหารให้ปลอดจากแมลงและสัตว์พาหนะโรค
  • สวมใส่รองเท้าทุกครั้งเมื่ออกจากบ้าน
  • ถ่านอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
  • ป้องกันตนเองจากการกัดของแมลงพาหะ
  • รักษาความสะอาดในบ้านและรอบบ้านให้สะอาด
  •  

     

     
    บทความ อื่นๆ ...